1. กำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการรับแจ้ง
เลือกช่องทางรับแจ้งและประเภทเคลมอย่างละหนึ่งแบบสำหรับกระบวนการแรก ระบุว่าอะไรทำให้เปิดเรื่อง ใครตรวจข้อมูล และเมื่อใดจึงส่งต่อให้ทีมถัดไปได้ บางเรื่องอาจพร้อมมอบหมายงานแม้ยังรอข้อมูลบางส่วน ให้เจ้าของกระบวนการกำหนดขอบเขตนี้ รวมถึงช่องทางสำหรับเรื่องที่ต้องจัดการแตกต่างจากปกติ
- ระบุผู้รับผิดชอบการรับแจ้งและทีมที่จะรับเรื่องต่อ
- แยกสถานะรับเรื่องแล้ว รอข้อมูล และพร้อมให้ตรวจทาน
2. ทำเช็กลิสต์ให้ตอบโจทย์ขั้นตอนถัดไป
ร่วมกับทีมสินไหมจัดทำเช็กลิสต์สั้น ๆ ข้อมูลที่อาจใช้ ได้แก่ เลขอ้างอิงเคลมหรือกรมธรรม์ที่มีอยู่ วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้ง รายละเอียดเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อที่อนุญาตให้ใช้ และรายการเอกสารแนบ ยืนยันว่าข้อมูลใดจำเป็นสำหรับกระบวนการนี้ โดยไม่ถือว่าเช็กลิสต์ตัวอย่างเป็นข้อกำหนดสำหรับทุกกรณี
- ข้อมูลอ้างอิง: รายงานนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องใด?
- เหตุการณ์: ได้รับแจ้งอะไร จากใคร และรับข้อมูลเมื่อใด?
- หลักฐาน: ได้รับไฟล์ใดแล้ว และต้องติดตามรายการใด?
- ขั้นตอนถัดไป: ใครตรวจบันทึกและรับช่วงงาน?
3. เปลี่ยนข้อมูลที่ขาดให้เป็นงานที่มีผู้รับผิดชอบ
แยกข้อมูลที่ไม่ได้กรอกออกจากข้อมูลที่ขัดแย้งหรืออ่านไม่ได้ บันทึกคำถามให้ชัด ระบุผู้ติดตาม และกำหนดจุดทบทวนถัดไปตามที่ทีมตกลง ช่องที่ยังไม่มีข้อมูลควรคงสถานะไม่ทราบไว้จนกว่าจะได้รับข้อมูลสนับสนุน หากข้อมูลที่ส่งเพิ่มอาจซ้ำกับเรื่องเดิม ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายการที่อาจตรงกันก่อนรวมบันทึก
- แสดงว่าขาดข้อมูลอะไร และผู้ตรวจทานขั้นถัดไปต้องใช้เพื่ออะไร
- เก็บรายงานต้นฉบับให้เปิดดูได้เมื่อข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลง
4. ให้ AI ช่วยเตรียมร่างที่ตรวจสอบได้
กระบวนการรับแจ้งที่ใช้ AI ช่วยอาจออกแบบให้ร่างสรุป จัดเอกสารแนบ และชี้คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ควรเชื่อมข้อความในร่างกับรายงานต้นทางและระบุจุดที่ยังไม่แน่ชัด เจ้าหน้าที่ต้องตรวจวันเวลา เลขอ้างอิง และรายละเอียดเหตุการณ์ก่อนยอมรับร่าง สถานะพร้อมตรวจทานเป็นสถานะการทำงาน ไม่ใช่ข้อสรุปเรื่องความคุ้มครองหรือผลของเคลม
5. ตัวอย่างสมมติ: รายงานที่ขาดเอกสารแนบ
ในตัวอย่างเคลมรถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายกระบวนการ ข้อความรับแจ้งกล่าวถึงเอกสารแนบที่ยังไม่ได้รับ บันทึกฉบับร่างระบุว่าไฟล์ขาด แทนการคาดเดาเนื้อหา เจ้าหน้าที่รับแจ้งตรวจข้อความ มอบหมายงานติดตาม และส่งข้อเท็จจริงที่มีพร้อมคำถามที่ยังค้างให้ทีมรับช่วง จากนั้นทีมดำเนินการมอบหมายและตรวจทานต่อตามวิธีปฏิบัติขององค์กร
6. ทดลองทั้งกรณีข้อมูลครบและกรณียกเว้น
ใช้รายงานสมมติทดสอบกรณีข้อมูลครบ เอกสารแนบขาด วันเวลาขัดแย้ง และเรื่องที่อาจซ้ำ ติดตามจำนวนครั้งที่ต้องขอคำชี้แจง เวลาที่รอมอบหมายงาน และความชัดเจนของผู้รับผิดชอบถัดไป หากพิจารณาโครงการนำร่องกับ BlissOS ให้ยืนยันช่องทางรับแจ้งที่รองรับ ขอบเขตสิทธิ์เข้าถึง การเชื่อมกลับไปยังข้อมูลต้นทาง และความต้องการเชื่อมต่อระบบในขั้นกำหนดขอบเขตก่อนตกลงกระบวนการ
คำถามที่พบบ่อย
เช็กลิสต์ FNOL ถือเป็นการตัดสินผลเคลมหรือไม่?
ไม่ใช่ เช็กลิสต์รับแจ้งช่วยจัดข้อมูลให้พร้อมสำหรับขั้นตอนถัดไป บุคลากรสินไหมที่มีอำนาจยังเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องความคุ้มครอง ความรับผิด การตกลงค่าสินไหม และเรื่องอื่นตามกระบวนการที่บริษัทประกันอนุมัติไว้
ควรเริ่มประเมินระบบอัตโนมัติในขั้นรับแจ้งจากงานใด?
ลองเลือกหนึ่งช่องทางและหนึ่งงานตรวจทาน เช่น การเตรียมสรุปที่เชื่อมกลับไปยังต้นทาง หรือการระบุเอกสารแนบที่ขาด ทดสอบด้วยเรื่องสมมติร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่รับงานต่อจริง